“วิกฤตความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก (Global Sovereign Debt Crisis)”
หัวใจสำคัญของบทความนี้ ที่อยากนำมาพูดคุยกับเพื่อน ๆ คือ “ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวของรัฐบาลทั่วโลก พุ่งสูงกลับไปเท่ากับช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 (Hamburger Crisis) แล้ว”ครับ ในอาทิตย์ที่ผ่านมาเพื่อนๆ จะเห็นตลาดหุ้นหลายประเทศแดง ตามๆ กัน เงินมันกำลังวิ่งไปหาที่ที่ให้ผลตอบแทนสูงครับ ผมจะมาถอดรหัสความหมาย และวิเคราะห์ผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนได้ดังนี้ครับ:
“วิกฤตตลาดพันธบัตรรัฐบาลกำลังระบาดและส่งผลกระทบไปทั่วโลก”
ในช่วงที่ผ่านมา Yield พันธบัตรระยะยาวโลกพุ่งสถิติใหม่: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทั่วโลก (อ้างอิงจากดัชนี Bloomberg Global Long Bond Index) พุ่งขึ้นแตะระดับ 4.2% ซึ่งเป็น “ระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2008” ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมย้อนกลับไปยุควิกฤต: อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระยะยาวของรัฐบาลประเทศต่างๆ ได้วิ่งกลับไปแตะระดับเดียวกับช่วงเกิดวิกฤตการเงินโลก (Subprime Crisis) เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ มากกว่า 4.2%. แต่ในขณะเดียวกัน ภาระหนี้สูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในหลายประเทศ ไม่ว่าจะสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป ก่อให้เกิดความกลัวครับ ความน่ากลัวของมัน คือ ในปัจจุบัน รัฐบาลทั่วโลกแบกรับภาระหนี้สิน มากกว่าปี 2008 มหาศาล การที่ Yield (ดอกเบี้ย) พุ่งสูงขึ้นแบบนี้ จึงทำให้การกู้เงินใหม่มาจ่ายหนี้เก่า (Refinancing) มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น
“สิ่งนี้กำลังกลายเป็น ‘จุดกดดันหลัก’ ที่อาจสร้างความระส่ำระสายให้แก่ตลาดการเงินทั่วโลก” คือ ทำไม 4.2% ในคราวนี้ มันถึง “อันตรายกว่า” 4.2%ในปี 2008 (Subprime Crisis)? เพื่อนๆ รู้ดีว่า ในปี 2008 หนี้สาธารณะโลกยังต่ำ ดังนั้น การจ่ายดอกเบี้ยที่ Yield 4.2% มันไม่กระทบระบบการคลัง กล่าวคือ ระบบการคลังยังพอรับไหวครับ แต่ในปี 2026 เราจะเห็นหนี้สาธารณะโลกพุ่งทะลุ ceiling ในหลายประเทศใหญ่กว่า GDP ของประเทศเสียอีก ดังนั้นการจ่ายดอกเบี้ย สูงถึง Yield 4.2% มันจะทำให้ประเทศต้องแบกภาระรายจ่ายสูงขึ้น และอาจจะทำให้ระบบการคลังเสี่ยงล้มละลาย!ครับ ผมอยากนำปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มาวิเคราะห์ให้เพื่อนๆ ฟังครับ
ฐานหนี้ต่างกันมหาศาล (Massive Debt Expansion): ในปี 2008 หนี้สาธารณะโลกยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ แต่ตลอด 15+ ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกพิมพ์เงินและแจกสภาพคล่องอย่างหนัก (โดยเฉพาะช่วงโควิด) ทำให้หนี้สาธารณะทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ สูตรคณิตศาสตร์ง่ายๆ: ดอกเบี้ย 4.2%บนฐานหนี้ 100 ล้านดอลลาร์ กับ ดอกเบี้ย 4.2%บนฐานหนี้ 300ล้านดอลลาร์ สร้างภาระการคลังต่างกันถึง 3 เท่าตัว นะครับ
ยุคสมัยของ “เงินกู้ถูก” ได้อวสานลงแล้ว (End of Cheap Money Era): ตลาดพันธบัตรรัฐบาล (Sovereign Debt) คือ “แกนกลาง” ของระบบการเงินโลก เมื่อ Bond Yield ระยะยาวพุ่งขึ้น อัตราดอกเบี้ยทุกอย่างในโลกจริงจะพุ่งตามทันที ไม่ว่าจะเป็น ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน (Mortgage), ดอกเบี้ยหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bonds), และต้นทุนกู้ยืมของภาคธุรกิจ
กลไกสะท้อนกลับไปยัง Carry Trade และ FIMA Repo: สอดคล้องกับเรื่องญี่ปุ่นที่เราคุยกันมาก่อนหน้านี้ เมื่อ Yield พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลต่างๆ จะไม่มีเงินพอมาจ่ายดอกเบี้ย บีบให้ธนาคารกลางต้องเลือกระหว่าง “ปล่อยให้ตลาดบอนด์พัง” หรือ “ยอมพิมพ์เงินเข้าซื้อ (QE / Repo) เพื่อกด Yield ลง” ซึ่งตัวเลือกหลังจะตามมาด้วย เงินเฟ้อเรื้อรัง (Structural Inflation)
นี่คือสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้สินทรัพย์อย่าง “ทองคำ” วิ่งขึ้นครับ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งผมก็ได้วิเคราะห์ไว้แล้ว
ผมอยากจะย้ำเตือนว่า ความเสี่ยงในระบบไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นวิกฤตของ “ระบบเงินกระดาษ (Fiat Financial System)” ดังนั้น สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนหนัก: หุ้นที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูง (High Debt / Low Cash Flow) จะโดนกดดันอย่างหนักจากต้นทุนการรีไฟแนนซ์ที่แพงขึ้น สินทรัพย์ที่ได้อานิสงส์: สินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับหนี้สินของรัฐบาลใดๆ (Non-Sovereign Assets) เช่น ทองคำ, Bitcoin และบริษัทที่มี กระแสเงินสดสุทธิเป็นบวก (Net Cash Position) จะกลายเป็นหลุมหลบภัยหลักที่สถาบันการเงินโยกเงินเข้ามาพักในระยะยาวครับ
#TIIVarietytalk