ทำไม “ทองคำกำลังกลายเป็นสกุลเงินสำรองโดยพฤตินัย “de facto reserve currency” : ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน

เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2026  มีการโพสต์ข้อความที่สะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน โดยระบุว่า “Japan’s Finance Minister is hinting at yen intervention once again… The circus continues.” และยกบทสัมภาษณ์ของนาย Matthew Piepenburg นักวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคว่า “Gold is becoming a de facto reserve currency for a reason.” 

โพสต์นี้กำลังชี้ให้เห็นถึง “ละคร” (circus) ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในระบบการเงินโลก โดยเฉพาะปัญหาที่ธนาคารกลางและรัฐบาลต้องเผชิญกับความผันผวนของสกุลเงิน และการที่ ทองคำ กำลังได้รับบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานะสินทรัพย์ที่ประเทศต่าง ๆ หันไปพึ่งพาแทนเงินดอลลาร์สหรัฐ (dedollarization)

เรามาพิจารณา บริบทของ “การแทรกแซงเงินเยน” ที่ถูกกล่าวถึง   ญี่ปุ่นเผชิญกับปัญหาเงินเยนอ่อนค่าอย่างหนักต่อดอลลาร์สหรัฐมานานแล้ว  กระทรวงการคลังและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มักออกมา “ใบ้” หรือเตรียมแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินเยน ไม่ให้อ่อนค่ามากเกินไป ซึ่งอาจกระทบต่อการนำเข้าและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การแทรกแซงดังกล่าวถือเป็นการเคลื่อนไหวแบบชั่วคราวเพื่อควบคุมความผันผวน แต่หลายฝ่ายมองว่า นี้เป็นสัญญาณของความอ่อนแอในระบบการเงินที่พึ่งพาสกุลเงิน fiat (เงินกระดาษที่ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง) มากเกินไป

นาย Matthew Piepenburg ใช้คำว่า “the circus continues” ในบทสัมภาษณ์ของตน เพื่อเปรียบเทียบกับการจัดการเศรษฐกิจแบบวนลูปที่ไม่ยั่งยืน เช่น การพิมพ์เงิน การกู้ยืมหนี้สินมหาศาล และการแทรกแซงตลาดซ้ำ ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ และยุโรป  ด้วยเหตุผลเช่นนี้  มันจึงค่อยๆ ผลักดันให้ “ทองคำกำลังกลายเป็น “สกุลเงินสำรองโดยพฤตินัย”   สถานการณ์เหล่านี้ สะท้อนแนวโน้มที่เกิดขึ้นจริงในปี 2025-2026 กล่าวคือ 

  • ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะ BRICS+ กำลังสะสมทองคำอย่างหนัก — ประเทศในกลุ่ม BRICS (บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้) และสมาชิกเพิ่มเติม มีสัดส่วนการถือครองทองคำสำรองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 11.2% ของทองคำสำรองธนาคารกลางโลกในปี 2019 เป็น 17.4%  ในปี 2026  โดย BRICS+ ถือครองทองคำรวมกันกว่า 6,000 ตัน (รัสเซียนำอยู่ที่ราว 2,336 ตัน จีน 2,298 ตัน)
  • การลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) — ประเทศเหล่านี้กังวลเรื่องความเสี่ยงจากการถูกคว่ำบาตร การพิมพ์เงินของ Fed ที่ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าในระยะยาว และความไม่น่าเชื่อถือของหนี้สหรัฐฯ ที่พุ่งสูง ธนาคารกลางจึงหันมาซื้อทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ “ไม่มีใครเป็นหนี้ใคร” และไม่สามารถพิมพ์เพิ่มได้
  • BRICS กำลังพัฒนาระบบสกุลเงินทางเลือก — มีการทดลอง “The Unit” ซึ่งเป็นเครื่องมือชำระเงินข้ามพรมแดนที่หนุนหลังด้วยทองคำ 40% และสกุลเงินของสมาชิก 60% แม้ยังอยู่ในขั้นทดลอง แต่สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการสร้างโครงสร้างการเงินคู่ขนาน โดยไม่ต้องผ่านระบบ SWIFT หรือดอลลาร์
  • ราคาทองคำพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ — ในช่วงปี 2025-2026 ราคาทองคำทะยานขึ้นอย่างรุนแรง (บางช่วงแตะระดับ 4,000-5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือสูงกว่านั้นตามรายงาน) เนื่องจากความต้องการจากธนาคารกลาง การเก็งกำไร และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (สงครามการค้า ความตึงเครียดตะวันออกกลาง ฯลฯ) นักวิเคราะห์หลายแห่งคาดการณ์ว่าราคาอาจไปถึง 6,000-7,000 ดอลลาร์หรือสูงกว่านั้นในปี 2026

ในการสนทนา กับ Matthew Piepenburg  ได้วิเคราะห์หลายประเด็นหลัก ได้แก่:

  • วิกฤตหนี้สินและการลดคุณค่าของเงิน (debt and debasement) ที่สะสมมานานหลายทศวรรษ
  • ความเชื่อมโยงระหว่างความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์กับความเครียดในระบบการเงิน
  • ความเปราะบางของระบบ petrodollar (การค้าปิโตรเลียมด้วยดอลลาร์)
  • ความเสี่ยงจากตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นและวิกฤตสภาพคล่อง
  • การที่ธนาคารกลางอาจกำลัง “แก้ปัญหา” แต่จริง ๆ แล้วกำลังทำให้สถานการณ์แย่ลง
  • การที่ประเทศตะวันออก (โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย) กำลังสร้างระบบขนาน 

โดยซื้อและนำทองคำกลับประเทศ (gold repatriation) เพื่อลดความเชื่อมั่นในระบบตะวันตก

เขาย้ำว่าตั้งแต่ปี 1971 ที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรฐานทองคำ (Nixon Shock) ระบบการเงินโลกได้กลายเป็นระบบที่ “ไม่มั่นคงโดยพื้นฐาน” และตอนนี้ความเชื่อมั่น (trust) กำลังถูกกัดเซาะ ซึ่งเป็นจุดที่อาจนำไปสู่การรีเซ็ตครั้งใหญ่ (the Great Reset). 

เมื่อระบบการเงินโลกในปัจจุบันยังคงวนเวียนกับการแทรกแซง การพิมพ์เงิน และการจัดการหนี้สินมหาศาล ในขณะที่ทองคำกำลังกลับมาเป็น “สินทรัพย์ tier-1” ที่ธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบันหันไปถือครองมากขึ้น เพราะมันเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ขึ้นกับนโยบายของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งโดยตรง  

สำหรับนักลงทุนและผู้ติดตามเศรษฐกิจ การโพสต์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ทองคำไม่ได้ขึ้นราคาเพราะเก็งกำไรล้วน ๆ แต่เป็นเพราะโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบ ๆ และลึกซึ้ง

นอกจากปัจจัยข้างต้น  ผมอยากจะนำเพื่อนๆ เข้าถึงความจริง ของ “Petro Yuan” และ SGE (Shanghai Gold Exchange) โดยตรง เพราะ Petro Yuan + Shanghai Gold Exchange เป็นหนึ่งในกลไกหลักที่จีนใช้ผลักดัน de-dollarization และทำให้ทองคำมีความสำคัญมากขึ้นในระบบการเงินโลก ณ ปัจจุบัน 

Petro Yuan คือ การซื้อขายน้ำมันดิบ (และพลังงาน) โดยใช้เงินหยวน (Renminbi/Yuan) เป็นสกุลเงินหลักแทนดอลลาร์สหรัฐ (Petrodollar) มันเริ่มอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2018 เมื่อจีนเปิด Shanghai International Energy Exchange (INE) สำหรับสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบในหน่วยหยวน   ประเทศที่ใช้กันจริงในช่วงปี 2025–2026 ได้แก่ รัสเซีย, อิหร่าน, เวเนซุเอลา และบางส่วนจากซาอุดีอาระเบีย (ประมาณ 10–15% ของการนำเข้าน้ำมันของจีน)  อย่างไรก็ตาม ปัญหาของหยวนคือ ไม่เต็มรูปแบบแปลงสภาพ (not fully convertible) และจีนยังควบคุมทุนเข้มงวด 

หากประเทศผู้ส่งออกน้ำมันได้รับหยวนจำนวนมาก แต่ไม่สามารถนำเงินหยวน ไปใช้หรือลงทุนได้ง่าย พวกเขาก็อาจไม่ยอมรับอย่างกว้างขวางนั่นเอง ดังนั้น  จีนแก้ปัญหานี้ด้วยการจัดตั้ง Shanghai Gold Exchange (SGE) เมื่อปี 2002) โดย SGE International (SGEI) เปิดโอกาสให้เทรดทองคำ จริง (physical delivery) ในหน่วยเงินหยวน  กล่าวคือ ประเทศที่ได้รับหยวนจากขายน้ำมัน (หรือสินค้า) ให้จีน สามารถนำเงินหยวนนั้นไป แลกเป็นทองคำจริง ได้โดยตรงผ่าน SGE โดยไม่ต้องแปลงเป็นดอลลาร์ก่อน และ ด้วยวิธีนี้ทำให้หยวน “น่าถือ” มากขึ้น เพราะผู้ถือหยวนมี “ทางออก” ที่ปลอดภัยในรูปแบบทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีใครเป็นหนี้ใคร และไม่ขึ้นกับนโยบาย Fed

ในทางปฏิบัติ  ผู้ส่งออกน้ำมัน (เช่น รัสเซียหรืออิหร่าน) ได้รับหยวน เขา สามารถซื้อทองคำจาก SGE และนำทองคำไปเก็บในคลัง (ปัจจุบันขยายไปยังฮ่องกง สิงคโปร์ และดูไบ)  ทำให้เกิด “Gold-Anchored Yuan” หรือหยวนที่อ้างอิง/เชื่อมโยงกับทองคำ โดยไม่ต้องประกาศ “มาตรฐานทองคำ” แบบเต็มรูปแบบเหมือนสมัยก่อน ดังนั้น เพื่อนๆ จะเห็นว่า Petro Yuan + SGE เป็น กลไกสนับสนุน (mechanism) ที่อยู่เบื้องหลังการสะสมทองคำและ de-dollarization มากกว่าเป็นปัจจัยตรง ๆ ที่ทำให้ราคาทองคำขึ้นในปี 2026–2027  อย่างไรก็ตาม มันเป็นส่วนสำคัญจริง ๆ เพราะช่วยอธิบายว่า “ทำไมธนาคารกลางและประเทศต่าง ๆ ถึงซื้อทองคำหนัก” และ “ทำไมทองคำจึงกลายเป็น de facto reserve asset”  ครับ 

ปัจจุบัน (พฤษภาคม 2026)  SGE ยังคงเป็นตลาดทองคำกายภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก  มีการขยายคลังในฮ่องกงและความร่วมมือระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น  Petro Yuan ยังมีสัดส่วนไม่มาก (ประมาณ 5–15% ของการค้าน้ำมันโลก) แต่กำลังเติบโต โดยเฉพาะกับประเทศที่ถูก sanction จากตะวันตก หลายนักวิเคราะห์มองว่า “Gold-backed Petro Yuan” เป็นกลยุทธ์ระยะยาวของจีนในการทำให้หยวนเป็นสกุลเงินการค้าที่น่าเชื่อถือ โดยไม่ต้องเปิดทุนบัญชีเต็มรูปแบบ

จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้ความต้องการในตลาดโลกสูงขึ้นมาโดยตลอด และทำให้ทองคำ กลายเป็นสกุลเงินสำรองโดยพฤตินัย (de facto reserve currency” ค่อยเข้าแทนที่สกุลเงิน ต่างๆ ซึ่งจะค่อยๆ เสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆ ดังนั้น เพื่อนๆ เห็นหรือยังว่า  “ทำไม เมื่อเจอผม ผมมักจะแนะนำให้ถือทองคำไว้เสมอ “ เพราะผมเป็นห่วงพวกท่านครับ 

คำเตือน : บทความนี้เป็นเพียงมุมมองที่นำมาแชร์ กันระหว่างเพื่อนๆ เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ราคาทองคำมีความผันผวนสูง ควรติดตามข่าวเศรษฐกิจโลก ธนาคารกลาง และสถานการณ์ BRICS อย่างใกล้ชิด และกระจายความเสี่ยงในการลงทุนเสมอ และที่สำคัญ ควรปรึกษา ที่ปรึกษาทางการเงินของท่าน หากท่านมีความต้องการจะลงทุนอย่างใดๆ ก็ตามครับ

แบ่งปันบทความนี้