ยุโรปกำลังแพ้สงคราม 3 ด้านจริงหรือ

ยุโรปกำลังแพ้สงคราม 3 ด้านจริงหรือ? เมื่อโลกการเงินกำลังเปลี่ยนกติกาใหม่

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ยุโรปถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญที่สุดของโลก เมืองอย่าง ลอนดอน, ปารีส, แฟรงก์เฟิร์ต และอัมสเตอร์ดัม เคยเป็นหัวใจของระบบธนาคารสมัยใหม่ และเป็นต้นแบบของสถาบันการเงินที่ประเทศต่าง ๆ นำไปศึกษา

แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งในด้าน Digital Money, Cryptocurrency, and AI จนเกิดคำถามว่า ยุโรปกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับสหรัฐฯ หรือไม่

หลายคนถึงกับกล่าวว่า ยุโรปกำลังแพ้ “สงคราม” พร้อมกันถึง 3 ด้าน   

สงครามที่ 1 : Stablecoin และการครองโลกของดอลลาร์

Stablecoin คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับสกุลเงินจริง โดยส่วนใหญ่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ เช่น USDT ที่ออกบนเครือข่าย Tron เป็น Stablecoin ที่ออกอย่างเป็นทางการซึ่งสร้างขึ้นโดย Tether  และ USDC ออกโดย Circle Internet Financial ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีทางการเงินระดับโลกที่ได้รับการควบคุมเป็นหลัก  ในปัจจุบัน Stablecoin กว่า 85% ของตลาดโลกอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐ  แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ แม้หลายประเทศจะพูดถึงการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (Dedollarization) แต่ในโลกดิจิทัลกลับเกิดปรากฏการณ์ตรงกันข้าม

เมื่อผู้คนทั่วโลกใช้ Stablecoin มากขึ้น พวกเขากำลังใช้งาน “ดอลลาร์ดิจิทัล” โดยปริยาย ดังนั้นแทนที่ดอลลาร์จะอ่อนอิทธิพลลง ดอลลาร์อาจกำลังขยายอิทธิพลเข้าสู่ระบบการเงินยุคใหม่  ยุโรปพยายามผลักดันเงินยูโรดิจิทัล (Digital Euro) และ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างระบบของตนเอง แต่ยังไม่สามารถสร้าง Stablecoin ที่มีขนาดและอิทธิพลเทียบเท่าฝั่งสหรัฐฯ ได้  ผล คือ โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัลของโลกกำลังถูกสร้างบนฐานของดอลลาร์มากขึ้นเรื่อย ๆ

ใน Stablecoin War  ไม่ได้หมายถึง การที่ทำให้เกิด Stablecoin เยอะ จะทำให้เงินดอลลาร์แข็ง เพราะเหตุผลที่ว่า Stablecoin นั่น ผูกกับดอลลาร์  นั่นเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องจริง แต่ยังไม่ครบ สิ่งที่ซ้อนอยู่ในระบบนี้ คือ สหรัฐฯ กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่  และ Stablecoin ส่วนใหญ่ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นสินทรัพย์สำรอง  แม้รัฐในหลายประเทศจะเริ่มไม่สนใจในความมั่นคงของพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ แต่เงินทุนทั่วโลกก็ยังคงไหลเข้าสู่ Treasury ผ่าน Stablecoin อยู่ดี ทำให้สหรัฐฯ ยังมีความสามารถในการกำหนดอกเบี้ยและปริมาณได้ ดอลลาร์จึงได้ประโยชน์ทั้งในโลกจริงและโลกดิจิทัล ไปพร้อมกันครับ   สรุปแล้ว  “สงคราม Stablecoin” ไม่ได้เป็นเรื่องค่าเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการครอง Infrastructure ของระบบการชำระเงินโลก

สงครามที่ 2 : คริปโต กับ ความเสี่ยงของการกำกับดูแลมากเกินไป

ยุโรปได้รับการยอมรับว่าเป็นภูมิภาคที่มีกฎระเบียบชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สิ่งเหล่านี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ในแง่ข้อดี คือ ระบบปกป้องผู้บริโภค, ลดการฟอกเงิน และสร้างความโปร่งใส  แต่สิ่งเหล่านี้ มันมาพร้อม ต้นทุนการดำเนินงาน ที่มหาศาล ผล คือ ทำให้  Startup เติบโตช้าลง ดังนั้น บริษัทนวัตกรรมใหม่ จึงมักจะย้ายฐานไปประเทศอื่น  แต่ ในขณะที่สหรัฐฯ แม้จะมีความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบอยู่บ้าง แต่กลับ สามารถดึงดูดเงินทุน บุคลากร และนวัตกรรมจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบได้  หลายบริษัทคริปโต เลือกสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในสหรัฐฯ หรือเอเชีย มากกว่า ยุโรป  ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะมีคำวิจารณ์ เกิดขึ้นว่า “ยุโรปอาจกำลัง “ควบคุม” อุตสาหกรรมจนสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน” สิ่งที่บทความนี้ นำเสนอ ไม่ได้ หมายความว่า ยุโรปจะไม่มีคริปโต  แต่หมายถึง  บริษัทนวัตกรรมจะย้ายไปสหรัฐฯ, นักลงทุนย้ายไปสหรัฐฯ , Liquidity ย้ายไปสหรัฐฯ  และ Startup ย้ายไปสหรัฐฯ   สิ่งนี้ในสุดท้าย จะทำให้ ยุโรปอาจเหลือเพียง “ผู้กำกับดูแล” ไม่ใช่ “ผู้สร้างนวัตกรรม”  นี่เป็นข้อวิจารณ์ที่หลายคนมีต่อกฎหมายคริปโตของยุโรป ในขณะนี้ 

สงครามที่ 3 : AI และการหายไปของงานธนาคาร

อีกหนึ่งคลื่นการเปลี่ยนแปลงที่กำลังมาแรง และ ถือว่าสำคัญมาก คือ AI  จากรายงานของ Morgan Stanley ประเมินว่า AI อาจทำให้ตำแหน่งงานในภาคธนาคารจำนวนมากถูกแทนที่ภายในปี 2030  ดังนั้น งานที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ 

  • งานวิเคราะห์ข้อมูล
  • งานบริการลูกค้า
  • งานตรวจสอบเอกสาร
  • งานสินเชื่อเบื้องต้น
  • งาน Back Office

ตัวอย่างเช่น  ABN Amro มีแผนลดจำนวนพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ  ส่วน HSBC ประกาศลดพนักงานหลายหมื่นตำแหน่งทั่วโลก และ  Société Générale ส่งสัญญาณว่าทุกหน่วยงานต้องปรับตัว

AI สามารถทำงานที่เคยใช้คนจำนวนมากได้ภายในไม่กี่วินาที  สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่ คือ การเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมธนาคารทั้งระบบในอนาคต นอกจากนั้น  AI War ไม่ใช่เรื่องตกงานอย่างเดียว หากมองเจาะลึกลงไปอีก  คำถามที่สำคัญกว่านั่นคือ ใครเป็นเจ้าของ AI  ถ้า AI ที่ธนาคารยุโรปใช้มาจาก OpenAI, Anthropic, Google Deepmind หรือ Microsoft  ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ  กำไรส่วนเพิ่มจาก AI ก็จะไหลกลับไปยังสหรัฐฯ ด้วย

นี่ต่างหากคือ “AI War” ที่ยุโรปหรือประเทศต่างๆ ในโลกนี้ กำลังเสียให้แก่ สหรัฐฯ

ประเด็นที่บทความนี้ พยายามจะสื่อ คือ สหรัฐฯ กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่  สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงแต่เป็นผู้ใช้งานเทคโนโลยีใหม่ แต่เขากำลังเป็นผู้สร้าง “โครงสร้างพื้นฐาน” ของโลกยุคถัดไป   ตัวอย่างเช่น  

  • ดอลลาร์เป็นฐานของ Stablecoin
  • บริษัท AI ชั้นนำส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ
  • ศูนย์ข้อมูลและชิป AI กระจุกตัวในสหรัฐฯ
  • เงินทุน Venture Capital ส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่บริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน

ขณะที่ยุโรปยังคงพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิมจำนวนมาก และกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งเศรษฐกิจ พลังงาน และการแข่งขันทางเทคโนโลยี   ในอดีต สมัยก่อน เราจะเห็นว่า ยุโรปเก่งธนาคาร   ยุโรปเก่งอุตสาหกรรม  และ ยุโรปเก่งการผลิต  แต่วันนี้ Layer ที่สำคัญกำลังเปลี่ยนเป็น ไม่ว่า AI Models, Cloud Infrastructure, Stablecoin Networks, Capital Markets  และ Digital Payment ซึ่งสหรัฐฯ ครองเกือบทั้งหมด  มันจึงเรากรอบของ ประโยคที่ว่า 

“America is building the infrastructure. Europe is dismantling the old machine.”

หัวใจของบทความนี้ เรากำลังเปรียบเทียบว่า ยุโรปกำลังปกป้องระบบเก่า  แต่ สหรัฐฯ กำลังสร้างระบบใหม่   ไม่ต่างจากช่วงอินเทอร์เน็ตยุค 1990  ตอนนั้นยุโรปก็มีบริษัทโทรคมนาคมใหญ่ ๆ มากมาย แต่บริษัทที่สร้างอินเทอร์เน็ตยุคใหม่กลับเป็น Amazon, Google and Meta  และมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็ไหลไปสหรัฐฯ ดังนั้น เราจะเห็นว่า “ยุโรปไม่ได้จะแพ้”  แต่เป็น “ยุโรปกำลังเสี่ยงพลาดคลื่นเทคโนโลยีลูกใหม่อีกครั้ง” 

บทเรียนนี้สำคัญมาก สำหรับประเทศไทย   ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่า “ยุโรปกำลังแพ้หรือไม่” แต่คือประเทศไทยจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ หากประเทศไทยเน้นเพียงการกำกับดูแลโดยไม่สนับสนุนนวัตกรรม เราอาจเผชิญปัญหาเดียวกับยุโรป คือ

  • เทคโนโลยีถูกสร้างในต่างประเทศ
  • เงินทุนไหลออก
  • บุคลากรเก่งย้ายประเทศ
  • ประเทศกลายเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี

ในทางกลับกัน หากไทยสามารถสร้างสมดุลระหว่าง การคุ้มครองผู้บริโภค, การเปิดรับนวัตกรรม และ การส่งเสริมผู้ประกอบการ ในทุกสายงาน ทุกอาชีพ  เช่น การเงิน การธนาคาร  และ ประกันภัย เป็นต้น ประเทศไทยอาจกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของบริการทางการเงินดิจิทัลในภูมิภาคได้  โดยเฉพาะในยุคที่ Stablecoin, AI และสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนระบบการเงินโลกอย่างรวดเร็ว  

คำถามที่ประเทศไทยต้องถามตัวเอง คือ  “ประเทศไทยจะเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Owner) หรือเป็นเพียงผู้เช่าใช้ (Infrastructure User)”  เพราะลองดูตัวอย่างที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น ยุคอินเทอร์เน็ต   ประเทศไทยเป็นเพียง ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต  ผู้ขายของออนไลน์  นักการตลาดออนไลน์  แต่ Infrastructure จริงอยู่ในมือ Google, Meta and Amazon Web Service   คนไทยสร้างธุรกิจบนแพลตฟอร์มของคนอื่น เท่านั้น  และ ใน ยุคสมาร์ทโฟน  ประเทศไทยเป็นเพียง คนใช้มือถือ  และ นักพัฒนาแอป  แต่ Infrastructure อยู่กับ Apple, Google Android   คราวนี้ พอมาถึง ยุค AI  ตอนนี้หลายบริษัทไทยกำลังสร้าง AI Startup แต่ Layer หลักยังอยู่กับ OpenAI, Anthropic, Google Cloud and Microsoft Azure อีกครั้งหนึ่งที่เรากำลังสร้างธุรกิจบน Infrastructure ของคนอื่น ทั้งหมด   แต่หากเราเจาะลึกๆ  เราก็ต้องยอมรับว่า ในอดึตที่ผ่านมา ประเทศไทยละเลย และไม่ให้ความใส่ใจ ในการสร้าง ทรัพยากร ในด้านเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น AI Foundation Model, Semiconductor หรือ Cloud Infrastructure ระดับโลก เพื่อการแข่งขัน หากปรากฏการณ์เช่นนี้ยังดำรงต่อไปในอนาคต   สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับประเทศไทยในอีก 10 ปี ไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนงานคน แต่คือ

“ประเทศไทยอาจกลายเป็นประเทศที่ใช้ AI ของอเมริกา ใช้ Stablecoin ของอเมริกา ใช้ Cloud ของอเมริกา ใช้ Social Media ของอเมริกา และจ่ายค่าธรรมเนียมให้ต่างประเทศทุกครั้งที่เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโต” ถ้าเป็นเช่นนั้น GDP อาจเติบโต แต่ส่วนแบ่งมูลค่าเพิ่มจะไหลออกนอกประเทศตลอดเวลา”

แบ่งปันบทความนี้