Search
Close this search box.

พิมพ์เขียวสร้างความมั่งคั่งหลังเกษียณ: เก็บเงินต้นให้มั่นคง สร้างรายได้ให้ต่อเนื่อง

เมื่อถึงวัยเกษียณ หลายคนมีเงินก้อนที่สะสมมาทั้งชีวิตจากการทำงานหนัก หรืออาจได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือมรดก แต่คำถามใหญ่ที่ตามมาคือ “จะบริหารเงินก้อนนี้อย่างไรให้อยู่กับเราไปนาน ๆ และยังงอกเงยได้โดยไม่ต้องเสี่ยงจนนอนไม่หลับ?”

หลายคนเลือกเก็บเงินไว้ในธนาคารเพราะรู้สึกปลอดภัย แต่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปีค่อย ๆ ลดมูลค่าของเงินลงอย่างเงียบ ๆ ในทางกลับกัน บางคนถูกชักชวนให้ลงทุนในสิ่งที่เสี่ยงเกินไป เช่น หุ้นเก็งกำไรหรือผลิตภัณฑ์การเงินที่ซับซ้อน ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียและความเครียด  ข่าวดี คือ การลงทุนสำหรับวัยเกษียณไม่จำเป็นต้องเลือกแค่ “ปลอดภัยแต่เงินไม่โต” หรือ “เสี่ยงสูงเพื่อหวังรวยเร็ว” มีทางสายกลางที่ออกแบบมาเพื่อ รักษาเงินต้นให้มั่นคง และ สร้างรายได้สม่ำเสมอ โดยไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของตลาดมากเกินไป

ผมจึงอยากจะนำเสนอทางเลือกนี้ให้  นั่นคือ พิมพ์เขียวการสร้างความมั่งคั่ง ที่เรียบง่ายและเหมาะสำหรับผู้เกษียณที่มีความรู้ด้านการลงทุนน้อยและกลัวความเสี่ยง คุณจะได้เรียนรู้วิธีบริหารเงินที่ทั้งปลอดภัยและมีโอกาสเติบโต โดยไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของ “กับดักการลงทุน” จากวอลล์สตรีทหรือโบรกเกอร์ในตลาดหุ้น ที่เน้นค่าธรรมเนียม

1. ทำลายตำนานการลงทุน: ออกจากกรอบที่ บริษัทหลักทรัพย์ หรือ วอลล์สตรีทสร้างไว้ หลายคนถูกสอนให้เชื่อใน “ตำนานการลงทุน” ที่จำกัดทางเลือกและทำให้เราติดอยู่ในกรอบแคบ ๆ ดังนี้:

ตำนานที่ 1: การลงทุนมีแค่หุ้นและพันธบัตร  ในความจริง: โลกการลงทุนกว้างกว่าที่นักการเงิน นำเสนอ หรือบอกคุณมาก! นอกจากหุ้นและพันธบัตรแล้ว ยังมีสินทรัพย์อื่น ๆ ที่เหมาะกับวัยเกษียณ  อย่างเช่น 

  • เงินสดและพันธบัตรรัฐบาล: ปลอดภัย ใช้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
  • ทองคำ: ป้องกันมูลค่าเงินจากการอ่อนค่าหรือเงินเฟ้อ
  • กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs): สร้างรายได้จากค่าเช่าหรือปันผล
  • หุ้นปันผลคุณภาพสูง: บริษัทใหญ่ที่มั่นคงและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
  • Bitcoin (ในสัดส่วนเล็ก ๆ): ป้องกันความเสี่ยงจากระบบการเงินแบบดั้งเดิม (แต่ต้องระวังและศึกษาให้ดี) 

ตำนานที่ 2: ต้องเสี่ยงมากถึงจะรวยได้  High Risk for High Returns. ในความจริง: ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากการเสี่ยงแบบพนัน แต่มาจากการ ใช้ Leverage อย่างชาญฉลาด และถูกต้อง เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด หรือการใช้ระบบที่ทำงานแทนเรา เช่น การลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ หรือการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI ช่วยจัดการพอร์ตให้ง่ายขึ้น อะไรทำนองนั้นครับ  ดังนั้น การเข้าใจความจริงเหล่านี้จะช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสที่กว้างขึ้น และไม่ถูกจำกัดด้วยคำแนะนำที่เน้นผลประโยชน์ของโบรกเกอร์ หรือ บริษัทหลักทรัพย์มากกว่าตัวคุณเอง

2. สูตรพอร์ต 4 ชั้น: สร้างตึกแห่งความมั่งคั่ง  เพื่อให้การลงทุนง่ายและชัดเจนสำหรับผู้เกษียณ ลองนึกภาพพอร์ตการลงทุนของคุณเป็นตึก 4 ชั้น ที่แต่ละชั้นมีหน้าที่ของมันเอง ช่วยให้เงินของคุณทั้งมั่นคงและเติบโตได้   เรามาดูกันว่า ผมจะอธิบายการสร้างตึก 4 ชั้นให้คุณ อย่างไร  ไปกันเลยครับ 

ชั้นที่ 1: ความปลอดภัย (40%)  ชั้นนี้  คือ ฐานรากของตึก เป็นส่วนที่ปกป้องเงินต้นของคุณให้ปลอดภัยที่สุด  ตัวอย่างสินทรัพย์ ที่น่าจะมี คือ 

  • เงินฝากประจำดอกเบี้ยสูง (เช่น เงินฝากธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยดีและถอนได้เมื่อครบกำหนด)
  • พันธบัตรรัฐบาล (เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลไทย)
  • กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Funds) ที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น

เป้าหมาย: มีเงินสำรองฉุกเฉิน 6–12 เดือน และรักษามูลค่าเงินต้นให้ปลอดภัยจากความผันผวน

ชั้นที่ 2: ป้องกันความเสี่ยง (20%)  ชั้นนี้ช่วยปกป้องเงินของคุณจากเงินเฟ้อและความผันผวนของระบบการเงิน  ตัวอย่างสินทรัพย์ในชั้นนี้ คือ 

  • ทองคำ (เช่น ซื้อทองคำแท่งหรือกองทุนทองคำ)
  • Bitcoin หรือคริปโตเคอร์เรนซีที่มีความน่าเชื่อถือ (ในสัดส่วนเล็ก ๆ เช่น 2–5% ของพอร์ต)

เป้าหมาย: ป้องกันมูลค่าเงินจากการอ่อนค่าหรือวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น เงินเฟ้อสูงหรือค่าเงินบาทอ่อนลง  แต่ เราควรต้องระวังว่า ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่าง Bitcoin ด้วยความระมัดระวัง และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ก่อนจะดีกว่า

ชั้นที่ 3: การเติบโต (30%)  ชั้นนี้ช่วยให้เงินของคุณงอกเงยในระยะยาว โดยเน้นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้สม่ำเสมอและมีความเสี่ยงปานกลาง  ตัวอย่างสินทรัพย์:

  •  หุ้นปันผลคุณภาพสูง (เช่น บริษัทใหญ่ใน SET50 ที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ เช่น บริษัทพลังงานหรือโทรคมนาคม)
  •  กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ที่จ่ายปันผลจากค่าเช่า
  • กองทุนรวมหุ้นปันผลที่เน้นบริษัทมั่นคง

เป้าหมาย: สร้างรายได้สม่ำเสมอจากปันผลหรือค่าเช่า พร้อมโอกาสเติบโตของมูลค่าทรัพย์สิน

ชั้นที่ 4: โอกาส (10%)  ชั้นนี้สำหรับโอกาสที่อาจให้ผลตอบแทนสูง แต่ลงทุนด้วยเงินส่วนที่ “เสียไปแล้วไม่กระทบชีวิต” ตัวอย่างสินทรัพย์:

  • กองทุนรวมเทคโนโลยี (เช่น กองทุนที่ลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก)
  • โครงการ Real World Assets (RWA) เช่น อสังหาริมทรัพย์ที่ถูก tokenize เพื่อสร้างรายได้  
  • การลงทุนในกองทุน Venture Capital หรือ Startups (ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้)

เป้าหมาย: เพิ่มโอกาสในการเติบโตของพอร์ตในระยะยาว แต่ควบคุมความเสี่ยงโดยลงทุนในสัดส่วนที่น้อย  ในส่วนของ Real World Asset (RWA) นั่น ในประเทศไทยยังไม่มี ผมได้ดำเนินโครงการนี้แล้ว เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว  แต่ต้องระงับไป เพราะเรามาก่อนเวลา ครับ  ส่วน VC นั้น ผมใส่มาให้เท่านั้น เพราะในประเทศไทย ตายเกือบหมดแล้วครับ 5555

3. สร้างระบบรายได้: เงินทำงานแทนคุณ   หนึ่งในความกังวลใหญ่ของผู้เกษียณคือการต้องเฝ้าดูตลาดทุกวันและกลัวว่าเงินจะหายไป พิมพ์เขียวนี้เน้นการ สร้างระบบ ที่ทำให้เงินทำงานแทนคุณ โดยไม่ต้องกังวลหรือเสียเวลามากเกินไป:

  • กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs): ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ห้างสรรพสินค้า คอนโด หรือโรงแรม โดยไม่ต้องซื้ออสังหาฯ เอง และรับปันผลจากค่าเช่า
  • หุ้นปันผล: เลือกหุ้นบริษัทใหญ่ที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ เช่น บริษัทในกลุ่มสาธารณูปโภคหรือโทรคมนาคม หรือ บริษัท AI หรือ หุ้นในเจ็ดนางฟ้า 
  • กองทุนรวมผสม (Balanced Funds): กองทุนที่ผสมทั้งหุ้นและพันธบัตร บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ ลดภาระการจัดการด้วยตัวเอง
  • เทคโนโลยีช่วยลงทุน: ใช้แพลตฟอร์มหรือแอปการลงทุนที่ช่วยจัดสรรพอร์ตอัตโนมัติ หรือใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มการลงทุนเพื่อลดความผิดพลาดจากอารมณ์

ด้วยระบบเหล่านี้ คุณจะมี กระแสเงินสดสม่ำเสมอ เข้ามาในบัญชี เหมือนมี “เครื่องจักรเงิน” ที่ทำงานให้คุณโดยที่คุณไม่ต้องลงแรงมาก

4. ทำไมนักลงทุนทั่วไปมักได้ผลตอบแทนน้อยกว่าตลาด  งานวิจัยจาก Dalbar (2020) พบว่า นักลงทุนทั่วไป ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (CAGR) เพียง 5–6% เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10–12% ต่อปี สาเหตุหลักคือ:

 พฤติกรรมการลงทุนที่ผิดพลาด:

  • ซื้อเมื่อตลาดขึ้นสูง (เพราะตื่นเต้น) และขายเมื่อตลาดตกต่ำ (เพราะกลัว)  หรือที่เรารู้จักกัน ว่า “เม่า” ครับ
  • เปลี่ยนกลยุทธ์บ่อยเกินไป ทำให้เสียโอกาสในระยะยาว พวกนี้ ชอบระยะสั้น หวังทำกำไรสูง
  • ค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไป: ค่าบริหารกองทุนหรือโบรกเกอร์อาจกินผลตอบแทนถึง 1–2% ต่อปี ซึ่งเมื่อรวมกันหลายสิบปีจะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ และ ขาดการกระจายความเสี่ยง: ลงทุนในสินทรัพย์เพียงประเภทเดียว เช่น หุ้นทั้งหมด หรือเก็บเงินไว้ในธนาคารอย่างเดียว

พิมพ์เขียวนี้แก้ปัญหาเหล่านี้โดย:

  • ใช้โครงสร้าง 4 ชั้น เพื่อกระจายความเสี่ยง
  • เน้นระบบที่สร้างรายได้อัตโนมัติ ลดการตัดสินใจจากอารมณ์
  • เลือกสินทรัพย์ที่ค่าธรรมเนียมต่ำ เช่น กองทุนดัชนี (Index Funds) หรือ REITs ที่มีโครงสร้างโปร่งใส

5. ตัวอย่างพอร์ต 1 ล้านบาทสำหรับผู้เกษียณ  เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองดูตัวอย่างการจัดสรรเงิน 1 ล้านบาทตามสูตร 4 ชั้น:

ชั้นที่ 1: ความปลอดภัย (40% = 400,000 บาท)

  • 200,000 บาท: เงินฝากประจำ 3 ปี ดอกเบี้ย 2% ต่อปี
  • 200,000 บาท: พันธบัตรรัฐบาล อายุ 5 ปี ผลตอบแทน 2.5% ต่อปี

ชั้นที่ 2: ป้องกันความเสี่ยง (20% = 200,000 บาท)

  • 150,000 บาท: กองทุนทองคำ (Gold ETF)
  • 50,000 บาท: Bitcoin ผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อถือได้ (เช่น ซื้อผ่าน ETF หรือกระเป๋าดิจิทัลที่ปลอดภัย)

ชั้นที่ 3: การเติบโต (30% = 300,000 บาท)

  • 150,000 บาท: กองทุนรวมหุ้นปันผล SET50 (ผลตอบแทนเฉลี่ย 5–7% ต่อปี)
  • 150,000 บาท: กองทุน REITs ที่ลงทุนในห้างและสำนักงาน (ปันผลเฉลี่ย 4–6% ต่อปี)

ชั้นที่ 4: โอกาส (10% = 100,000 บาท)

  • 100,000 บาท: กองทุนรวมเทคโนโลยีโลก (เช่น ลงทุนในบริษัทอย่าง Apple, Microsoft) ผลตอบแทนเฉลี่ย 8–12% ต่อปี

ผลลัพธ์ที่คาดหวัง:

  • รายได้ต่อปีจากปันผลและดอกเบี้ย: ประมาณ 30,000–50,000 บาท (3–5% ของพอร์ต)
  • การเติบโตของพอร์ตในระยะยาว: 5–7% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด)
  • ความเสี่ยง: ต่ำถึงปานกลาง เพราะกระจายความเสี่ยงและเน้นสินทรัพย์ที่มั่นคง

6. ผลตอบแทนย้อนหลัง: ตัวเลขจริงที่ช่วยให้มั่นใจ

เพื่อให้เห็นภาพว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ผลตอบแทนอย่างไร ต่อไปนี้คือผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2015–2025, ข้อมูลโดยประมาณจากแหล่งสาธารณะ):

  • พันธบัตรรัฐบาลไทย: 2–3% ต่อปี (ปลอดภัยสูง)
  • ทองคำ: 5–7% ต่อปี (ช่วยป้องกันเงินเฟ้อ) ณ ปัจจุบันนี้ อาจจะประมาณ 30-40 % ต่อปี
  • กองทุน REITs ไทย: 4–6% ต่อปี (จากปันผลและมูลค่าเพิ่ม)
  • หุ้นปันผล SET50: 5–8% ต่อปี (รวมปันผลและมูลค่าเพิ่ม)
  • Bitcoin: 50–60% ต่อปี (แต่ผันผวนสูง ควรลงทุนน้อย)
  • กองทุนเทคโนโลยีโลก: 10–15% ต่อปี (เช่น กองทุนที่ลงทุนใน Nasdaq)

เมื่อเปรียบเทียบกับ นักลงทุนทั่วไป ที่ได้ผลตอบแทนเพียง 5–6% ต่อปี การกระจายสินทรัพย์ตามสูตร 4 ชั้นจะช่วยให้คุณได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว โดยไม่ต้องเสี่ยงมากเกินไป

7. เช็กลิสต์สำหรับผู้เกษียณก่อนลงทุน

ก่อนเริ่มลงทุน ลองถามตัวเองด้วย เช็กลิสต์ง่าย ๆ ต่อไปนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนเหมาะกับคุณ:

1. ฉันมีเงินสำรองฉุกเฉิน 6–12 เดือนหรือยัง?

  • เงินส่วนนี้ควรเก็บในบัญชีที่ถอนได้ง่าย เช่น เงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน

2. ฉันยอมรับความเสี่ยงได้แค่ไหน?

  • ถ้ากลัวความผันผวน ให้เน้นชั้นความปลอดภัยและป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น

3. ฉันต้องการรายได้สม่ำเสมอเท่าไร?

  • คำนวณค่าใช้จ่ายรายเดือน แล้วเลือกสินทรัพย์ที่ให้ปันผลหรือดอกเบี้ยเพียงพอ

4. ฉันเข้าใจสิ่งที่ลงทุนหรือไม่?

  • อย่าลงทุนในสิ่งที่ซับซ้อนเกินไปหรือไม่เข้าใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือเริ่มจากกองทุนที่มีผู้จัดการมืออาชีพ

5. ฉันมีที่ปรึกษาการเงินที่เชื่อถือได้หรือไม่?

  • มองหาที่ปรึกษาที่โปร่งใสและไม่ผลักดันให้ซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็น

บทสรุป

เงินก้อนหลังเกษียณคือผลลัพธ์ของการทำงานหนักมาทั้งชีวิต และมันสมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด การลงทุนไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือซับซ้อน ถ้าคุณมี พิมพ์เขียวที่ชัดเจน และออกแบบมาเพื่อความมั่นคง พิมพ์เขียว 4 ชั้นนี้ช่วยให้คุณ:

  • รักษาเงินต้น ด้วยสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
  • ป้องกันเงินเฟ้อ ด้วยทองคำและสินทรัพย์ทางเลือก
  • สร้างรายได้สม่ำเสมอ จากปันผลและค่าเช่า
  • เพิ่มโอกาสเติบโต ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ

ที่สำคัญ คุณไม่จำเป็นต้องเสี่ยงแบบสุดโต่ง หรือนั่งเฝ้าตลาดทั้งวัน การใช้ระบบ เช่น กองทุนรวมหรือหุ้นปันผล จะช่วยให้เงินทำงานแทนคุณ สร้างความสบายใจและอิสรภาพในวัยเกษียณ

หวังว่าจะมีประโยชน์บ้างนะครับ 

บทความนี้ ไม่ใช่เพื่อเสนอการลงทุน หรืออะไรทั้งนั้น แต่เป็นการนำเสนอแนวความคิดของการพึงพาตนเองในยามแก่ชราครับ  การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง ดังนั้น ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หรือ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่าครับ

ศิษย์ สุมาเต็กโซ

แบ่งปันบทความนี้