ผมอยากจะส่งบทสรุปแนวคิดของ Ray Dalio เกี่ยวกับวัฏจักรจักรวรรดิ (The Big Cycle)
Ray Dalio ปรมาจารย์ด้านการลงทุนและผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates ได้เปิดเผยข้อมูลย้อนหลังกว่า 500 ปี เพื่อศึกษาการรุ่งเรืองและล่มสลายของจักรวรรดิต่างๆ ตั้งแต่ดัตช์ อังกฤษ จนถึงอเมริกา ข้อสรุปของเขานั้นน่าตกใจมาก มันนำเราไปสู่คำตอบว่า “ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอย เพราะอุดมการณ์ แต่มันดำเนินไปตามกลไกทางคณิตศาสตร์ที่แม่นยำ” และตอนนี้ เพื่อน ๆ ครับ เรากำลังอยู่ใน Cycle “ระยะที่ 6” จากทั้งหมด 9 ระยะ ซึ่งเป็นช่วงที่อันตรายที่สุดครับ
1. วัฏจักรหนี้ก้อนใหญ่ (The Big Debt Cycle): จากรุ่งเรืองสู่หายนะ
Dalio แบ่งการเดินทางของมหาอำนาจออกเป็น 3 ช่วงหลัก:
- ช่วงขาขึ้น คือ ระยะ 1-4 เราจะเห็น ประเทศกู้เงินมาเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการผลิต หนี้ที่สร้างขึ้นนำไปสู่ผลผลิต (GDP) ที่โตเร็วกว่าดอกเบี้ย ทุกอย่างดูยั่งยืนและแข็งแกร่ง (เหมือนสหรัฐฯ ช่วงปี 1945-2000)
- จุดสูงสุด คือ ระยะ 5 เมื่อ ภาระดอกเบี้ยเริ่มสูงถึง 15-20% ของ GDP ค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้ เริ่มเบียดบังเงินงบประมาณที่จะนำไปใช้พัฒนาประเทศ แต่ผู้คนยังไม่รู้สึกตัว เพราะ ตลาดหุ้นยังพุ่งสูงและความมั่งคั่งกระจุกตัว (สหรัฐฯ ก้าวข้ามจุดนี้มาตั้งแต่ปี 2008 แล้วครับ)
- ช่วงวิกฤต คือ ระยะ 6 – ปัจจุบัน เมื่อหนี้สาธารณะทะลุ 120% ของ GDP รัฐบาลจะเจอทางตัน 2 ทาง: ปล่อยให้ดอกเบี้ยพุ่งแล้วเศรษฐกิจพัง หรือ พิมพ์เงินเพิ่มแล้ว เพื่อใช้หนี้ โดยยอมเกิดเงินเฟ้อ ซึ่งทั้งสองทางล้วนทำลายความมั่งคั่งของประชาชน ตอนนี้ สหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงนี้แล้วครับ รวมถึงอีกหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เป็นต้น
2. ทำไมปี 2026 ถึงน่ากลัว?
ในอดีต เรามักเลือกทางใดทางหนึ่ง เช่น ปี 1930 เลือก “เงินฝืด” (Deflation) หรือปี 2008 เลือก “พิมพ์เงิน” (Money Printing) แต่ในปี 2026 นี้ Dalio ชี้ว่า เรากำลังเผชิญกับ “ทั้งสองอย่างพร้อมกัน” นั่นคือ ความขัดแย้งภายใน (ความเหลื่อมล้ำสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1929) ผสมโรงกับความขัดแย้งภายนอก (การก้าวขึ้นมาของจีน) ทำให้เกิดสภาวะที่บีบคั้น เมื่อหนี้สินทางคณิตศาสตร์ไม่สามารถชำระคืนได้ด้วยวิธีการปกติ ประวัติศาสตร์บอกพวกเราว่า 90% ของทางออกมักจบลงด้วย “การปรับโครงสร้างหนี้ขนานใหญ่” หรือไม่ก็ “สงคราม” ครับ
3. กลยุทธ์การอยู่รอดในระยะที่ 6-7
Dalio ไม่ได้แค่ขู่ให้กลัว แต่เขาให้ “แผนที่” สำหรับนักลงทุนไว้ 3 รูปแบบ:
- รูปแบบที่ 1: เงินกระดาษจะด้อยค่าลง เมื่อรัฐบาลพิมพ์เงินเพื่อหนีกับดักหนี้ ค่าเงินดอลลาร์ ปอนด์ หรือยูโร จะสูญเสียอำนาจซื้อ นี่คือเหตุผลที่ “ทองคำ” หรือสินทรัพย์ที่มีจำกัด เช่นแร่เงิน มักทำผลงานได้ดีกว่าในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้
- รูปแบบที่ 2: การกระจายตัวทางภูมิศาสตร์สำคัญกว่าประเภทสินทรัพย์ เมื่อจักรวรรดิหนึ่งถอยลง อีกแห่งหนึ่งจะรุ่งขึ้น (เหมือนจากดัตช์ไปอังกฤษมา หรือ จากอังกฤษไปอเมริกา มา) การถือสินทรัพย์กระจุกตัวอยู่ในประเทศที่กำลังถดถอย คือ ความเสี่ยงสูงสุด
- รูปแบบที่ 3: เตรียมรับแรงกระแทก (Volatility) ในระยะที่ 6 ความผันผวนจะสูงขึ้น 3-5 เท่า เราจะเห็นตลาดสวิงอย่างรุนแรงแบบวันต่อวัน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1930 และ 1970
จากประวัติศาสตร์ และ ตัวเลขที่บอกมา เราจึงได้ข้อสรุปว่าตัวเลขไม่เคยโกหกครับ
- หนี้สหรัฐฯ ต่อ GDP: 120%
- ดอกเบี้ยจ่ายต่อปี: แตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์
- ช่องว่างความมั่งคั่ง: สูงสุดในรอบ 100 ปี
นี่ไม่ใช่เรื่องของความเห็นทางการเมือง แต่มันคือ “แรงขับเคลื่อน 5 ประการ” (การเติบโต, หนี้, ปริมาณเงิน, ความเหลื่อมล้ำ, และภูมิรัฐศาสตร์) ที่กำลังหมุนให้สหรัฐฯ วิ่งเข้าไปสู่ระยะที่ 7 หรือการ Reset ครั้งใหญ่ เราจึงควรรู้ถึงวิธีการเอาตัวให้รอดจากเหตุการณ์เหล่านี้ครับ เพื่อรับมือกับความผันผวนนี้